หัด แมว อาการ และวิธีดูแลรักษา
หลายคนมักสับสนโรคหัดแมว (Feline Distemper หรือ Feline Parvovirus) กับไข้หวัดธรรมดา แต่จริง ๆ แล้วโรคนี้ส่งผลต่อระบบทางเดินอาหาร ไม่ใช่ระบบทางเดินหายใจ โรคหัดแมวเป็นเชื้อไวรัสที่ร้ายแรงและติดต่อได้ง่าย โดยเฉพาะอันตรายต่อลูกแมว เจ้าของแมวมือใหม่ควรเข้าใจโรคนี้เพื่อป้องกันและดูแลแมวได้อย่างถูกต้อง บทความนี้จะแนะนำอาการของโรคหัดแมว สาเหตุการติดเชื้อ และแนวทางการรักษาที่เหมาะสม
โรคหัดแมวคืออะไร
โรคหัดแมว (Feline Parvovirus Enteritis) เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสฟีไลน์พาร์โวไวรัส ซึ่งโจมตีระบบทางเดินอาหาร ทำให้เกิดไข้สูง อาเจียนหรือแมวอ้วก และท้องเสีย อาการอาจรุนแรงมากขึ้นในลูกแมว อาจทำให้สูญเสียการมองเห็นหรือถึงขั้นเสียชีวิต โรคหัดแมวมีอัตราการเสียชีวิตสูงในแต่ละปี เจ้าของควรตระหนักถึงอันตรายและป้องกันอย่างเหมาะสม
แมวติดโรคหัดแมวได้อย่างไร
โรคหัดแมวติดต่อได้ง่าย ผ่านสิ่งแวดล้อมที่ปนเปื้อนและการสัมผัสโดยตรงหรือทางอ้อมกับแมวที่ติดเชื้อ โดยหลักๆ มักจะติดผ่านอุจจาระแมว โดยเฉพาะบริเวณที่แมวใช้ขับถ่ายร่วมกัน ไวรัสสามารถติดอยู่บนพื้นผิวได้นาน การใช้ชามอาหาร ชามน้ำ ผ้า ของเล่น หรือที่นอนร่วมกันก็สามารถแพร่เชื้อได้ เจ้าของบางคนอาจนำไวรัสเข้าบ้านโดยไม่รู้ตัว ผ่านเสื้อผ้าหลังจากสัมผัสแมวข้างถนนหรือแมวที่ติดเชื้อจากข้างนอกบ้าน
อาการหัดแมวที่พบบ่อย
อาการของโรคหัดแมวมักเริ่มจากการที่แมวเบื่ออาหารเป็นเวลา 3-4 วัน ก่อนจะปรากฏอาการอื่น ๆ ตามมา อาการเริ่มต้นที่สังเกตได้ เช่น แมวมีไข้สูงเฉียบพลัน ซึม ไม่ค่อยเล่นหรือมีปฏิสัมพันธ์ลดลง อาการทางเดินอาหาร ได้แก่ ท้องเสียรุนแรง แมวถ่ายเป็นเลือด อาเจียน, ปวดท้อง
อาการเหล่านี้อาจทำให้เกิดภาวะขาดน้ำเฉียบพลัน ช็อก และเสียชีวิตได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในลูกแมวอายุ 1 เดือน – 1 ปี แมวที่ติดเชื้ออาจมีต่อมน้ำเหลืองหน้าท้องโต และมีเม็ดเลือดขาวต่ำผิดปกติในกรณีรุนแรง ระยะฟักตัวโดยทั่วไปคือ 2-7 วันก่อนอาการปรากฏ การพาไปพบสัตวแพทย์อย่างทันท่วงทีจึงสำคัญมากเพราะการพาไปหาสัตวแพทย์ล่าช้าเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนรุนแรง
ควรพาไปพบสัตวแพทย์ทันทีเมื่อใด
ลูกแมวอายุ 3 เดือน – 1 ปี มีความเสี่ยงสูงต่ออาการรุนแรงและเสียชีวิตจากโรคหัดแมว ดังนั้นหากพบอาการคล้ายไข้หวัดร่วมกับท้องเสีย ควรพาไปพบสัตวแพทย์ทันที การล่าช้าจะทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายได้ แมวโตเต็มวัยที่อายุมากกว่าา 1 ปีและได้รับวัคซีนมักมีอาการเบากว่าหากติดเชื้อ แต่แมวที่ไม่ได้รับวัคซีนก็มีความเสี่ยงสูงต่ออาการรุนแรงเช่นกัน
วิธีรักษาโรคหัดแมว
เมื่อแมวได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคหัดแมว ควรแยกแมวออกจากแมวตัวอื่นทันที ทำความสะอาดและฆ่าเชื้อบริเวณรอบตัว รวมถึงเปลี่ยนกระบะทรายเพื่อป้องกันการปนเปื้อนต่อเนื่อง การรักษาด้วยตัวเองไม่ปลอดภัย เนื่องจากโรคนี้ติดต่อและรุนแรง การรักษาจะเน้นบรรเทาอาการและเสริมระบบภูมิคุ้มกัน
การรักษาสัตวแพทย์ทั่วไป ได้แก่:
• ให้น้ำเกลือ IV ป้องกันการขาดน้ำและช็อก
• ยาควบคุมอาเจียน
• ยาปฏิชีวนะป้องกันการติดเชื้อแทรกซ้อน
• ยาลดไข้ (ห้ามใช้พาราเซตามอลในแมว)
โดยทั่วไป แมวจะฟื้นตัวภายใน 7-14 วัน ขึ้นอยู่กับภูมิคุ้มกันและความรุนแรงของอาการ หลังฟื้นตัวควรรอ 2-3 สัปดาห์ก่อนฉีดวัคซีนเพื่อให้ร่างกายกลับมามีแรง
วิธีดูแลแมวที่เป็นโรคหัดแมว
หลังพาแมวไปพบสัตวแพทย์ เจ้าของควรปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด รวมถึงยารักษา น้ำเกลือ และการให้อาหาร จัดสภาพแวดล้อมที่เงียบสงบ ลดความเครียดเพื่อสนับสนุนการฟื้นตัว แยกแมวป่วยจากสัตว์เลี้ยงตัวอื่นเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ ให้แมวดื่มน้ำบ่อย ๆ และอาหารย่อยง่ายเป็นมื้อเล็ก ๆ เมื่ออาการอาเจียนลดลง ห้ามให้ยาของมนุษย์โดยเฉพาะพาราเซตามอล ซึ่งเป็นพิษต่อแมว ติดตามการฟื้นตัวกับสัตวแพทย์และวางแผนวัคซีนในอนาคต
วิธีป้องกันโรคหัดแมว
โรคหัดแมวมีอัตราการเสียชีวิตสูง การป้องกันจึงสำคัญมาก ส่วนนี้จะแนะนำแนวทางปฏิบัติง่าย ๆ เพื่อป้องกันโรคสำหรับเจ้าของแมว
ฉีดวัคซีนให้แมว
โรคหัดแมวป้องกันได้ด้วยวัคซีน ซึ่งช่วยลดความรุนแรงและอัตราการเสียชีวิต ลูกแมวที่ยังไม่ได้ฉีดวัคซีนมีความเสี่ยงสูง ไม่ควรออกนอกบ้านหรือสัมผัสแมวที่ไม่ได้ฉีดวัคซีน ตารางวัคซีนแนะนำ:
• เข็มแรก: อายุ 6-8 สัปดาห์
• เข็มสอง: อายุ 3 เดือน
• เข็มสาม: อายุ 4 เดือน
• กระตุ้นปีละครั้งหรือทุก 1-3 ปี
ควรฉีดครบทั้งชุดก่อนให้แมวออกนอกบ้านหรือพบสัตว์อื่น
เลี้ยงแมวในระบบปิด
การเลี้ยงแมวในบ้านช่วยลดความเสี่ยงติดเชื้อโรคหัดแมว ซึ่งแพร่เชื้อได้ง่ายผ่านพื้นผิวและสิ่งของ การอยู่ในบ้านช่วยลดการสัมผัสเชื้อและลดโอกาสติดเชื้ออย่างมาก
กักตัวแมวใหม่ & แยกแมวป่วย
แมวใหม่ควรแยกกัก 1-2 สัปดาห์ก่อนให้พบแมวตัวอื่น เพื่อตรวจอาการโรคหัดแมว โดยเฉพาะลูกแมวยังไม่ได้ฉีดวัคซีน ควรตรวจสุขภาพและฉีดวัคซีนครบก่อนให้เข้ากลางกับแมวตัวอื่น ในกรณีแมวป่วย ควรแยกแมวและสิ่งของทั้งหมด และหลีกเลี่ยงการสัมผัสแมวอื่นหลังสัมผัสแมวป่วย เนื่องจากไวรัสสามารถติดเสื้อผ้าและแพร่เชื้อได้
ทำความสะอาดพื้นและอุปกรณ์ของแมว
การทำความสะอาดช่วยป้องกันการแพร่เชื้อหัดแมวในบ้านที่มีแมวหลายตัว พื้นและอุปกรณ์แมวควรทำความสะอาดสัปดาห์ละครั้งโดยใช้สารฆ่าเชื้อผสมน้ำ ใช้สารฆ่าเชื้อที่มี Sodium Hypochlorite ซึ่งฆ่าเชื้อไวรัสได้