Grey tabby cat getting its ears cleaned by a cotton bud.

ไรในหูแมวและโรคหูแมว: สาเหตุและการรักษา

การติดเชื้อในหูแมว และไรหูแมว

แมวของคุณข่วนหูหรือส่ายหัวบ่อย ๆ หรือไม่? อาจดูเหมือนไม่เป็นอะไร แต่พฤติกรรมเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณของการติดเชื้อในหูหรือมีไรในหู ไรหูแมวเป็นปัญหาที่พบบ่อยและทำให้แมวไม่สบายได้ แม้ว่าการติดเชื้อในหูอาจไม่เป็นอันตรายเสมอไป แต่หากไม่ดูแลอย่างเหมาะสมก็จะไม่หายเองและอาจรุนแรงขึ้น การเข้าใจสาเหตุ อาการ และวิธีรักษาไรหูแมวจะช่วยให้คุณดูแลหูแมวให้สุขภาพดีและปราศจากไรหูแมวรบกวนได้

สาเหตุของการติดเชื้อในหูแมว

การติดเชื้อในหูของแมวอาจเกิดจากสาเหตุเหล่านี้

  1. การสะสมของขี้หูและสิ่งสกปรกในช่องหูอาจทำให้เกิดการติดเชื้อ

  2. การติดเชื้อแบคทีเรียและยีสต์ที่ไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม

  3. ภาวะแพ้อาหาร(open in new tab)และสารก่อภูมิแพ้ในสิ่งแวดล้อมอาจส่งผลให้มีการติดเชื้อที่หู ซึ่งจำเป็นต้องรักษาโดยสัตวแพทย์

  4. โรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง เนื้องอกและติ่งเนื้อในหู

  5. เห็บ หมัด(open in new tab) และไรหูแมวเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เกิดการติดเชื้อที่หู อาจต้องใช้ยาในการรักษาเพื่อป้องกันการเกิดปัญหาซ้ำ

  6. การบาดเจ็บภายนอกและอาการแก้วหูแตกจากการทำความสะอาดที่ไม่เหมาะสมอาจทำให้เกิดการติดเชื้อในหูได้เช่นกัน 

สัญญาณเตือนของการติดเชื้อในหูแมว

การทำความสะอาดหูเป็นสิ่งสำคัญที่ผู้เลี้ยงไม่ควรมองข้าม รวมถึงยังเป็นโอกาสที่ดีในการสังเกตสัญญาณเตือนของปัญหาและการติดเชื้อดังต่อไปนี้ด้วย

  1. อาการบวมหรือแดง
  2. มีของเหลวสีดำปนเหลืองและกลิ่นเหม็นไหลออกมาจากหู
  3. มีสิ่งสกปรกและขี้หูมากผิดปกติ อาจมีการตกสะเก็ดร่วมด้วย
  4. สูญเสียการทรงตัว ได้ยินไม่ชัด ทั้งสองเป็นอาการที่ต้องใช้ยาหยอดเพื่อรักษา

ไรหูแมวคืออะไร?

ไรหูแมว (Otodectes cynotis) เป็นปรสิตภายนอกที่พบบ่อยที่สุดชนิดหนึ่งในแมว และเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดการติดเชื้อในหู ไรขนาดเล็กเหล่านี้อาศัยอยู่ในท่อหูและกินเศษผิวหนัง ขี้หู และน้ำมันธรรมชาติในหู แม้ว่าจะไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต แต่การติดไรหูสามารถทำให้แมวคันมาก ระคายเคือง และเกิดการอักเสบ ทำให้แมวเกาหรือส่ายหัวบ่อยขึ้น หากไม่รักษา อาจเกิดแผล เป็นสะเก็ด หรือแม้แต่เกิดเลือดคั่ง เลือดซึม (จากเส้นเลือดแตก) และเนื่องจากไรหูสามารถแพร่กระจายหรือติดต่อระหว่างสัตว์ผ่านการสัมผัสใกล้ชิด การวินิจฉัยและรักษาอย่างทันท่วงทีจึงมีความสำคัญเพื่อป้องกันความไม่สบายและการติดซ้ำ

วงจรชีวิตของไรหูแมว

การเข้าใจวงจรชีวิตของไรหูช่วยให้เจ้าของแมวเห็นว่าปรสิตเหล่านี้แพร่พันธุ์และกระจายตัวได้เร็วเพียงใด

วงจรชีวิตของไรหูมักใช้เวลาประมาณสามสัปดาห์ แบ่งเป็นขั้นตอนดังนี้

1. ระยะไข่ (0-3 วัน)

เริ่มจากแมวเพศเมียวางไข่สีขาวเล็ก ๆ ภายในท่อหู ไข่แทบมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า ภายใน 3-4 วัน ไข่จะฟักเป็นตัวอ่อน

2. ระยะตัวอ่อน (3-7 วัน)

ตัวอ่อนเริ่มกินขี้หูและน้ำมันผิวหนัง แม้ว่ายังไม่โตเต็มวัย แต่เริ่มทำให้เกิดการระคายเคืองในท่อหู คุณอาจสังเกตเห็นแมวส่ายหัวหรือเกาหูบ่อย

3. ระยะตัวหนอนวัยรุ่น (8-14 วัน)

ในระยะนี้ ไรหูเติบโตและลอกคราบ จนกลายเป็นตัวเต็มวัย พวกมันยังคงอาศัยในท่อหู กินอาหารและสืบพันธุ์ต่อไป

4. ระยะตัวเต็มวัย (15-60 วัน)

ไรตัวเต็มวัยสามารถอยู่ในหูแมวได้นานถึงสองเดือน ช่วงนี้พวกมันกินอาหารและวางไข่ ทำให้วงจรชีวิตวนซ้ำและสร้างความรำคาญอย่างต่อเนื่อวหากไม่รักษา

เนื่องจากวงจรชีวิตของไรหูรวดเร็ว การรักษาแต่เนิ่น ๆ และทำความสะอาดอย่างละเอียดจึงสำคัญเพื่อหยุดวงจรและป้องกันการติดซ้ำ

สาเหตุของการติดเชื้อไรหูแมว

ไรหูเป็นปรสิตที่พบได้บ่อยมาก ทั้งในที่กลางแจ้งและภายในบ้าน แมวมักติดเชื้อไรหูหลังจากสัมผัสกับสัตว์ตัวอื่นที่มีไรหู ไม่ว่าจะเป็นแมวตัวอื่น สุนัข หรือแม้แต่ที่นอนและเฟอร์นิเจอร์ที่มีไรหูอู่ เนื่องจากไรหูชอบอยู่ในสภาพเย็นและชื้น พวกมันสามารถอยู่ในพรม เตียงแมว หรือเฟอร์นิเจอร์นุ่ม ๆ เพื่อรอพาหะใหม่ได้

การติดเชื้อแพร่กระจายได้ง่ายผ่านการสัมผัสโดยตรง เช่น หากแมวของคุณนอนหรือเล่นกับสัตว์เลี้ยงตัวอื่นที่มีไรหู ปรสิตก็สามารถย้ายไปอยู่ในท่อหูได้อย่างรวดเร็ว เมื่อเข้าไปแล้ว ไรหูจะกินขี้หูและน้ำมันผิวหนัง ทำให้เกิดอาการคันรุนแรง การอักเสบ และระคายเคือง

การเลี้ยงระบบเปิด และการความสะอาดไม่เพียงพอสามารถเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดไรหูแมวได้ แมวที่ไม่ได้แปรงขนหรืออาบน้ำเป็นประจำ โดยเฉพาะพันธุ์ขนยาว เช่นเปอร์เซีย อาจมีโอกาสมากขึ้นที่จะเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ของไรหู การทำความสะอาดพื้นที่อยู่อาศัย ที่นอน และหูของแมวอย่างสม่ำเสมอสามารถช่วยลดโอกาสการติดเชื้อและการกลับมาของไรหูได้อย่างมาก

อาการของแมวติดไรหูแมว

หากแมวของคุณมีอาการดังต่อไปนี้ แสดงว่าอาจติดเชื้อไรหู และควรพาไปพบสัตวแพทย์โดยเร็วที่สุด

1. มีอาการคันและส่ายหัวอย่างต่อเนื่อง

แมวที่มีไรหูมักส่ายหัวหรือข่วนหูบ่อย ๆ เนื่องจากคันและระคายเคืองรุนแรง คุณอาจสังเกตว่าแมวมักเอาหูหรือแก้มไปถูตามเฟอร์นิเจอร์หรือพื้นเพื่อลดความไม่สบาย

2.มีขี้หูมากและมีกลิ่น

ขี้หูสีน้ำตาลเข้มหรือดำเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเป็นอาการที่พบได้บ่อยที่สุดของไรหู ขี้หูอาจแห้งและเป็นเม็ดคล้ายกากกาแฟ และในกรณีรุนแรงอาจมีกลิ่นเหม็น

3. แดง บวม หรือมีแผล

การข่วนบ่อย ๆ อาจทำให้ผิวรอบหูอักเสบ แดง และเจ็บปวด บางตัวอาจมีแผลเปิดหรือสะเก็ดใกล้หู ในกรณีรุนแรง หลอดเลือดแตกอาจทำให้เกิดออรัลฮีมาโตมา ซึ่งแผ่นหูบวมมีน้ำขัง

4. ขนร่วงและมีคราบดำ

 ขนร่วงหรือเศษดำรอบท่อหูอาจเป็นสัญญาณของการติดไรหู สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่แค่ฝุ่น แต่เป็นสัญญาณของเลือดแห้งหรือมูลของไรหู

ไรหูแมว อันตรายไหม?

แม้ว่าไรหูจะตัวเล็ก แต่หากไม่รักษาอาจทำให้แมวของคุณเจ็บปวดและเกิดปัญหาสุขภาพได้ ไรหูแมวเหล่านี้กินน้ำมันและเศษสิ่งสกปรกในท่อหู ทำให้เกิดอาการคัน ระคายเคือง และอักเสบอย่างต่อเนื่อง เมื่อเวลาผ่านไปอาจเกิดแผลเปิด สะเก็ด และการติดเชื้อผิวหนังรองรอบหูและใบหน้าจากการข่วนบ่อย ๆ 

อาการคันและเจ็บปวดอย่างต่อเนื่องจากไรหูไม่เพียงส่งผลต่อหูของแมวเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อสุขภาพโดยรวมของแมวด้วย ความไม่สบายเรื้อรังอาจทำให้แมวเครียด(open in new tab) กระสับกระส่าย และไม่ค่อยเคลื่อนไหว แมวหลายตัวที่ติดไรหูอาจเบื่ออาหาร ซึม และเลิกเล่นเพราะความรำคาญและความวิตกกังวลที่ไรหูก่อให้เกิด 

ในกรณีรุนแรงหรือยาวนาน การติดเชื้อไรหูที่ไม่ได้รับการรักษาอาจทำลายท่อหูและนำไปสู่การสูญเสียการได้ยินหรือโรคหูเรื้อรัง ดังนั้น การตรวจพบแต่เนิ่น ๆ และรักษาอย่างถูกต้องจึงสำคัญมาก การจัดการไรหูอย่างทันท่วงทีจะช่วยปกป้องความสบาย ความสุข และสุขภาพระยะยาวของแมวของคุณ

การวินิจฉัยการติดเชื้อไรหูแมว

หากคุณกังวลและสงสัยว่าแมวมีไรในหูหรือมีอาการของโรคหูแมวอื่น ๆ แนะนำให้รีบปรึกษาสัตวแพทย์เพื่อทำการทดสอบและวินิจฉัยหาสาเหตุที่แท้จริง

  1. การตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์จะช่วยยืนยันว่ามีไรหูหรือการติดเชื้อในหูของแมวหรือไม่
  2. การทดสอบช่วยให้เรารู้สาเหตุของการติดเชื้อว่าเกี่ยวข้องกับการแพ้ เกิดจากแบคทีเรียหรือยีสต์ รวมถึงช่วยกำหนดแนวทางในการรักษาที่เหมาะสมได้อีกด้วย

ไรในหูแมว รักษายังไง

แม้ว่าการติดเชื้อไรหูจะไม่ถึงขั้นอันตรายถึงชีวิต แต่สามารถทำให้แมวรู้สึกไม่สบายอย่างมาก และควรได้รับการรักษาโดยเร็วเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อน โชคดีที่ด้วยการดูแลรักษาที่เหมาะสม ไรหูสามารถรักษาได้ง่ายด้วยยาและการดูแลหูอย่างถูกวิธี

หลังจากวินิจฉัยแล้ว สัตวแพทย์มักจะสั่งน้ำยาหยอดหูแมวหรือยากำจัดปรสิตให้แมวเพื่อกำจัดไรและลดการอักเสบ ในหลายกรณี การรักษาจะต้องดำเนินต่อเนื่องอย่างน้อยสามสัปดาห์ เพื่อทำลายวงจรชีวิตของไรหูทั้งหมดและป้องกันการติดซ้ำ

ในช่วงนี้ ควรทำความสะอาดหูแมวอย่างสม่ำเสมอด้วยน้ำยาทำความสะอาดหูที่สัตวแพทย์อนุมัติ เพื่อลบเศษสิ่งสกปรกและขี้หู ควรรักษาความสะอาดของที่นอน ของเล่น และบริเวณที่แมวอาศัยอยู่ เนื่องจากไรหูสามารถอยู่รอดชั่วคราวในสิ่งแวดล้อมได้

หากคุณมีสัตว์เลี้ยงหลายตัว ควรทำการรักษาไรหูแมวทุกตัวพร้อมกัน หรือแยกแมวที่ติดเชื้อชั่วคราวเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของไร

แม้ว่าจะมีน้ำยาหยอดหูและผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดบางชนิดจำหน่ายตามร้านสัตว์เลี้ยง แต่ควรปรึกษาสัตวแพทย์ก่อนใช้ยาใด ๆ เพื่อให้มั่นใจในความปลอดภัยและปริมาณที่เหมาะสมสำหรับแมวของคุณ

วิธีป้องกันการติดไรหูแมว

นี่คือเคล็ดลับการดูแลง่าย ๆ เพื่อช่วยป้องกันการติดเชื้อในหูและไรหูในแมวของคุณ รวมถึงลดความเสี่ยงการติดซ้ำ ทำตามขั้นตอนด้านล่างเพื่อให้หูแมวสะอาดและสุขภาพดี

1. พาแมวไปพบสัตวแพทย์

หากแมวของคุณมีอาการคัน หูอักเสบ หรือมีน้ำไหลจากหู ให้รีบพาไปพบสัตวแพทย์โดยด่วน สัตวแพทย์จะตรวจหูและอาจตัดขนรอบช่องหูเพื่อให้ง่ายต่อการทำความสะอาดและใช้ยา เนื่องจากการติดเชื้อในหูสามารถลุกลามหรือรุนแรงได้อย่างรวดเร็ว การวินิจฉัยและรักษาแต่เนิ่น ๆ จึงสำคัญ

2. ปฏิบัติตามการรักษาที่กำหนดอย่างเคร่งครัด

สัตวแพทย์อาจแนะนำยาหยอดหูแมว ยาขี้ผึ้ง หรือยากำจัดไรหูแมว ขึ้นอยู่กับสาเหตุของการติดเชื้อ ใช้ยาตามคำแนะนำเสมอ และหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่หาซื้อเอง ยกเว้นได้รับการอนุมัติจากสัตวแพทย์

3. ทำความสะอาดหูแมวอย่างอ่อนโยน

ในการหยอดยา เปิดใบหูแมวเบา ๆ และหยดยาหูแมวจำนวนที่กำหนดลงในช่องหู นวดฐานหูสักไม่กี่วินาทีเพื่อให้ยาแพร่กระจาย เช็ดของเหลวหรือเศษสิ่งสกปรกส่วนเกินด้วยสำลีก้อนหรือผ้านุ่ม ห้ามสอดไม้พันสำลีลึกเข้าไปในหู

4. รักษาความสะอาดและป้องกันการติดซ้ำ

ตรวจหูแมวอย่างสม่ำเสมอ หูแมวสุขภาพดีควรมีสีชมพู สะอาด และไม่มีเหม็น หวีขนแมว ทำความสะอาดที่นอนบ่อย ๆ และรักษาสภาพแวดล้อมให้แห้ง หากมีสัตว์เลี้ยงหลายตัว ให้ทำการรักษาหรือแยกแมวที่ติดเชื้อเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ จำกัดการสัมผัสสัตว์อื่นนอกบ้านก็ช่วยลดความเสี่ยงการติดซ้ำได้

5. นัดตรวจหูเป็นประจำ

 การตรวจและทำความสะอาดหูเป็นประจำช่วยให้พบสัญญาณการติดเชื้อแต่เนิ่น ๆ ก่อนที่จะรุนแรง การตรวจและดูแลป้องกันอย่างต่อเนื่องจะทำให้แมวของคุณสบาย สุขภาพดี และปราศจากปัญหาหูซ้ำซาก